ผมมีโอกาสได้บวชประมาณ 7-8 วัน ขอขอบคุณทุกคนที่มางานบวชและร่วมทำบุญงานบวชผมนะครับ ถึงแม้ช่วงเวลาการบวชของผมจะสั้น แต่ผมก็รู้สึกว่าได้อะไรหลายๆอย่างจากการบวชครั้งนี้ และแน่นอนว่าสิ่งที่ได้มาก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ อยากจะเล่าให้ทุกคนได้ฟังครับ
สิ่งที่ผมได้จากการบวชครั้งนี้
1.ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่
ทำไมการบวชถึงเป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่?
เพราะคนไทยเราเชื่อกันว่า การที่ลูกบวชจะทำให้พ่อแม่ได้บุญมหาศาลและได้ขึ้นสวรรค์
ทำไมลูกบวชพ่อแม่จึงได้บุญมหาศาล?
เพราะถือว่าลูกซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขนั้นได้เกิดขึ้นมาแล้วสืบทอดพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนายืนยาวต่อไปจึงถือว่าเป็นบุญมหาศาลของคนเป็นพ่อแม่
นอกจากนั้นการบวชยังทำให้ลูกของพวกท่านได้ศึกษาเรืองธรรมมะทำเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
ดังนั้นพ่อแม่หลายๆท่านที่มีความเชี่อจึงดีใจและมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้เห็นลูกบวช การทำให้พ่อแม่มีความสุขแบบนี้นั้นจึงเป็นการตอบแทนบุญคุณพวกท่านแบบหนึ่ง
มีหลายๆคนบอกกับผมว่า “ถ้าอยากตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เอาเวลาที่จะบวชไปทำงานหาเงินให้พวกท่านใช้ไม่ดีกว่าเหรอ?”
ในกรณีที่พ่อแม่ท่านไม่ได้ซีเรียสเรืองการบวช คือจะบวชก็ได้ไม่บวชก็ได้ไม่เป็นไร ความคิดแบบนั้นก็อาจจะโอเคครับ แต่ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ของท่านมีความเชื่อเรื่องการบวชของลูกชาย ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า เงินที่คุณหามาได้นั้นเทียบเท่ากับความสุขที่ท่านได้เห็นคุณบวชไม่ได้เลยครับ ถ้าจะบอกว่าเอาเวลาที่บวชไปทำงานหาเงินมาให้พวกท่านดีกว่า ลองคิดง่ายๆดูครับสมมติว่าคุณบวช 1 เดือน 1เดือนนี้ถ้าคุณไม่บวชแต่ทำงาน คุณจะได้เงินเท่าไหร่ครับ? ถ้าทำงานเงินเดือนแบบว่าเก่งมากอะ เอาไปเลยเดือนละหกหมื่น หรือถ้าทำกิจการอะไรซักอย่าง ได้กำไรเดือนละแสน ถ้าพ่อแม่ท่านอยากให้ลูกบวชเงินแสนนึงเอาไปกองให้ท่าน ท่านไม่ดีใจเท่าลูกบวชหรอกครับ แล้วเงินแค่แสนนึงพวกท่านหาเองได้ครับไม่ต้องมาเอาจากเราก็ได้ ท่านเลี้ยงเรามาจนโตขนาดบวชได้นี่ท่านหมดไปหลายล้านแล้วครับ ท่านอยากเห็นลูกบวชมากกว่าได้เงินนะครับ
2.ได้ความสงบ
ผมขออธิบายง่ายๆว่า ถ้าผมนับช่วงที่ผมแต่งงานเป็นช่วงที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิตตอนนี้ล่ะก็ ช่วงเวลาที่ผมบวชก็นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สงบที่สุดในชีวิต มันเป็นความรู้สึกที่ต่างกับมีความสุขคือมันไม่วุ่นวาย กับชีวิตที่ทุกวันผมต้องคิดถึงเรื่องงาน เรืองอนาคต เรื่องภรรยาและการดำรงชีวิตให้อยู่รอดในสังคม ผมได้ปล่อยวางกับทุกสิ่งและได้พูดคุยกับตัวเอง เป็นความรู้สึกที่ไม่ทุกข์และไม่สุข เป็นความสงบอย่างแท้จริง
และผมก็ได้รู้ว่าการทำสมาธินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลักการทำสมาธิที่ผมได้เรียนรู้มาคือต้องไม่คิดเรื่องอื่นให้สนใจแต่ลมหายใจของตัวเองอย่างเดียว การที่คนเราจะนั่งอยู่เฉยๆโดยไม่คิดอะไรเลยนั้นทำได้ยากมาก ยิ่งโดยปกติผมจะเป็นคนที่ชอบคิดอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน สิ่งที่ผมภูมิใจนี้กลายเป็นอุปสรรค์ของการทำสมาธิไป
ความสงบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องการเวลาที่จะได้คุยกับตัวเองไถ่ถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราเหนื่อยไหม ชีวิตของเราต้องการทำอะไร เป็นการเอาใจใส่ตนเอง แต่หลายๆคนกลับมองข้ามความเงียบสงบ ไม่ชอบที่จะอยู่คนเดียว หรือถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่อยากให้เกิดความเงียบ อย่างเพื่อนผมบางคนพอเข้าบ้านมาก็จะเปิดTVทิ้งไว้โดยที่ไม่ดู เพราะไม่ชอบความเงียบก็มี
3.ผมได้ทราบถึงจุดประสงค์ของศาสนาพุทธ
ตามที่ผมได้ศึกษาและผมขอเน้นว่าเป็นความคิดเห็นของผมล้วนๆ สิ่งที่ศาสนาพุทธต้องการคือ “การดับทุกข์โดยสิ้นเชิงและเร็วที่สุด” หรืออย่างน้อยก็ “อยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์โดยไม่ทุกข์” โดยใช้วิธีที่ถ้าพูดตามหลักของท่านพุทธทาสแล้วคือการละทิ้งสิ่งที่เรียกว่า”ตัวกู ของกู”ให้หมด
ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบง่ายๆก็คล้ายๆกับว่าพวกเราทุกคนกำลังเล่นเกมส์อยู่ครับ โดยเกมส์นี้มีกฎดังนี้
- พวกเราทุกคนมีชีวิตเดียว แต่สามารถเกิดใหม่ได้หลายครั้ง ส่วนว่าจะเกิดเป็นอะไร ดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับคะแนนที่เราทำมาครับ
- เกมส์นี้มีคะแนนอยู่ คะแนนสามารถเพิ่มได้ตามการทำความดี รักษาศีลธรรม และคะแนนก็สามารถติดลบได้ตามการทำกรรมไม่ดีต่างๆ คะแนนนี้จะส่งผลต่อการเกิดในแต่ละครั้งของคุณครับ การเกิดเป็นมนุษยน์นั้นมีข้อดีคือสามารถทำคะแนนบวกได้มากครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำคะแนนลบได้มากเหมือนกัน
- องค์พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีที่จะจบเกมส์นี้(คือไม่ต้องเกิดอีก เพราะการเกิดเป็นจุดเริ่มของความทุกข์)และท่านก็ทรงรวบรวมเป็นบทสรุปสำหรับคนที่อยากจบเกมส์นี้นั่นก็คือ “ศาสนาพุทธ” นั่นเอง(ซึ่งตามหลักการของท่านแล้ว แม้กระทั้งคะแนนบวกที่เราทำมา เราก็ต้องไม่ยึดติดว่าเป็นของเรานะครับ ไม่งั้นก็จบเกมไม่ได้)
*ขออนุญาติเปรียบเป็นเกมนะครับเพราะมันเข้าใจง่าย ถ้าใครไม่พอใจก็ขอโทษด้วยครับ
และนี่ก็คือสิ่งหลักๆที่ผมได้มาจากการบวชครับ ถ้าใครมีโอกาสก็ลองบวชนะครับ
เกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ผมได้จากการบวช
- จีวรไม่ได้ห่มกันง่ายๆ ห่มไม่เป็นหรือห่มแล้วไม่ระวัง หลุดกระจายกันง่ายๆ
- บาตรหนักกว่าที่คิด โดยเฉพาะเวลามีอาหารร้อนๆข้างในนี่บรรยายไม่ถูก =w=
- เดินบิณฑบาตรเจ็บเท้ามากครับ เพราะห้ามใส่รองเท้าทางที่ผมเดินมีจุดนึงที่เป็นทรายปนก้อนหินก้อนกรวดเล็กๆ ทรมาณสุดๆ >w<’
- ถ้าใครมีความคิดว่าพระบิณฑบาตรเหมือนไปขอข้าวเขากิน เปลี่ยนความคิดซะนะครับ เพราะพระออกไปให้คนได้ทำบุญ และพระก็ไม่สามารถขอได้ครับ โยมต้องนิมนต์หรือแสดงกริยาว่าเป็นการนิมนต์เท่านั้นถึงจะรับอาหารได้ครับไม่ใช่ว่าเดินออกไปขอครับ
- ใครที่ชอบทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา นั่นเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่รบกวนนึกเผื่อๆถึงวันธรรมดามั่งนะครับบางครั้งถึงวันสำคัญทีของเต็ม ฉันท์กันไม่หมด แต่วันถัดไปนี่โล่งเลยก็มีครับ เฉลี่ยๆออกมาบ้างก็ดีครับ
- สาวๆที่ไปทำบุญที่วัดแต่งตัวให้มิดชิดเรียบร้อยจะดีกว่าครับ หลายๆครั้งผมเห็นแต่งตัวไม่ค่อยเหมาะสม พระที่ท่านบวชท่านกำลังผึกตนนะครับไม่ใช่ว่าหมดซึ่งกิเลสแล้ว (ตอนผมบวชนี่พอเจอแบบนี้ผมต้องหันหน้าหนีเลยนะครับ=w=)
ขอให้ทุกคนมีความสุขครับ