CrystalHeart Animation เสร็จแว้วววว

posted on 21 Apr 2012 00:24 by orangedk  in Portfolio  directory Lifestyle, Diary
หวัดดีค่า  งานใหม่มาแล้วค่า  หายไปนานอีกแล้ว แหะๆ อนิเมชั่นที่เคยโพสบอกไว้ก่อนหน้านู้นนนนน ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยเสียที

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องที่เขียนขึ้นมา แล้วก็นำส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องมาทำเป็นอนิเมชั่นเพื่อนเก็บไว้เป็นผลงาน 
ทำกันสองคน ใช้เวลาหลังเลิกงานกับวันหยุดเจียดเวลามาทำค่าาา
 
 
 
 
 
 
ส่วนโปรดักชันก็แบ่งๆกันทำ แต่ส่วนใหญ่อนิเมทจะเป็นแฟนเราทำซะมากกว่า ฮาฮา
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาชมผลงานนะคะ >/l\<

ผมบวชแล้วผมได้อะไร?

posted on 06 Apr 2012 19:41 by orangedk  in Article  directory Diary
มาอัพบล็อคอีกครั้งจ้าา  
 
แต่ครั้งนี้เป็นบทความที่คุณสามีไปบวชเมื่อเดือนมีนาที่ผ่านมา แล้วอยากเขียนบอกเล่าถึงเรื่องบวชมาให้หลายคนได้อ่านกันดู  ใครที่เห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ก็แชร์กันได้นะคะ Surprised
 
 

ผมบวชแล้วผมได้อะไร?

                ผมมีโอกาสได้บวชประมาณ 7-8 วัน ขอขอบคุณทุกคนที่มางานบวชและร่วมทำบุญงานบวชผมนะครับ  ถึงแม้ช่วงเวลาการบวชของผมจะสั้น แต่ผมก็รู้สึกว่าได้อะไรหลายๆอย่างจากการบวชครั้งนี้ และแน่นอนว่าสิ่งที่ได้มาก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ อยากจะเล่าให้ทุกคนได้ฟังครับ

สิ่งที่ผมได้จากการบวชครั้งนี้

1.ได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

ทำไมการบวชถึงเป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่?

เพราะคนไทยเราเชื่อกันว่า การที่ลูกบวชจะทำให้พ่อแม่ได้บุญมหาศาลและได้ขึ้นสวรรค์

ทำไมลูกบวชพ่อแม่จึงได้บุญมหาศาล?

เพราะถือว่าลูกซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขนั้นได้เกิดขึ้นมาแล้วสืบทอดพุทธศาสนา  ทำให้พุทธศาสนายืนยาวต่อไปจึงถือว่าเป็นบุญมหาศาลของคนเป็นพ่อแม่

นอกจากนั้นการบวชยังทำให้ลูกของพวกท่านได้ศึกษาเรืองธรรมมะทำเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

            ดังนั้นพ่อแม่หลายๆท่านที่มีความเชี่อจึงดีใจและมีความสุขเป็นอย่างมากที่ได้เห็นลูกบวช  การทำให้พ่อแม่มีความสุขแบบนี้นั้นจึงเป็นการตอบแทนบุญคุณพวกท่านแบบหนึ่ง

            มีหลายๆคนบอกกับผมว่า “ถ้าอยากตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เอาเวลาที่จะบวชไปทำงานหาเงินให้พวกท่านใช้ไม่ดีกว่าเหรอ?”

             ในกรณีที่พ่อแม่ท่านไม่ได้ซีเรียสเรืองการบวช คือจะบวชก็ได้ไม่บวชก็ได้ไม่เป็นไร ความคิดแบบนั้นก็อาจจะโอเคครับ แต่ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ของท่านมีความเชื่อเรื่องการบวชของลูกชาย ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า เงินที่คุณหามาได้นั้นเทียบเท่ากับความสุขที่ท่านได้เห็นคุณบวชไม่ได้เลยครับ   ถ้าจะบอกว่าเอาเวลาที่บวชไปทำงานหาเงินมาให้พวกท่านดีกว่า ลองคิดง่ายๆดูครับสมมติว่าคุณบวช 1 เดือน 1เดือนนี้ถ้าคุณไม่บวชแต่ทำงาน คุณจะได้เงินเท่าไหร่ครับ? ถ้าทำงานเงินเดือนแบบว่าเก่งมากอะ เอาไปเลยเดือนละหกหมื่น หรือถ้าทำกิจการอะไรซักอย่าง ได้กำไรเดือนละแสน ถ้าพ่อแม่ท่านอยากให้ลูกบวชเงินแสนนึงเอาไปกองให้ท่าน ท่านไม่ดีใจเท่าลูกบวชหรอกครับ แล้วเงินแค่แสนนึงพวกท่านหาเองได้ครับไม่ต้องมาเอาจากเราก็ได้ ท่านเลี้ยงเรามาจนโตขนาดบวชได้นี่ท่านหมดไปหลายล้านแล้วครับ ท่านอยากเห็นลูกบวชมากกว่าได้เงินนะครับ

2.ได้ความสงบ

            ผมขออธิบายง่ายๆว่า ถ้าผมนับช่วงที่ผมแต่งงานเป็นช่วงที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิตตอนนี้ล่ะก็ ช่วงเวลาที่ผมบวชก็นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สงบที่สุดในชีวิต มันเป็นความรู้สึกที่ต่างกับมีความสุขคือมันไม่วุ่นวาย กับชีวิตที่ทุกวันผมต้องคิดถึงเรื่องงาน เรืองอนาคต เรื่องภรรยาและการดำรงชีวิตให้อยู่รอดในสังคม ผมได้ปล่อยวางกับทุกสิ่งและได้พูดคุยกับตัวเอง เป็นความรู้สึกที่ไม่ทุกข์และไม่สุข เป็นความสงบอย่างแท้จริง

            และผมก็ได้รู้ว่าการทำสมาธินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลักการทำสมาธิที่ผมได้เรียนรู้มาคือต้องไม่คิดเรื่องอื่นให้สนใจแต่ลมหายใจของตัวเองอย่างเดียว การที่คนเราจะนั่งอยู่เฉยๆโดยไม่คิดอะไรเลยนั้นทำได้ยากมาก ยิ่งโดยปกติผมจะเป็นคนที่ชอบคิดอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน สิ่งที่ผมภูมิใจนี้กลายเป็นอุปสรรค์ของการทำสมาธิไป

            ความสงบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องการเวลาที่จะได้คุยกับตัวเองไถ่ถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราเหนื่อยไหม ชีวิตของเราต้องการทำอะไร เป็นการเอาใจใส่ตนเอง แต่หลายๆคนกลับมองข้ามความเงียบสงบ ไม่ชอบที่จะอยู่คนเดียว หรือถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่อยากให้เกิดความเงียบ อย่างเพื่อนผมบางคนพอเข้าบ้านมาก็จะเปิดTVทิ้งไว้โดยที่ไม่ดู เพราะไม่ชอบความเงียบก็มี

3.ผมได้ทราบถึงจุดประสงค์ของศาสนาพุทธ

             ตามที่ผมได้ศึกษาและผมขอเน้นว่าเป็นความคิดเห็นของผมล้วนๆ สิ่งที่ศาสนาพุทธต้องการคือ “การดับทุกข์โดยสิ้นเชิงและเร็วที่สุด” หรืออย่างน้อยก็ “อยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์โดยไม่ทุกข์” โดยใช้วิธีที่ถ้าพูดตามหลักของท่านพุทธทาสแล้วคือการละทิ้งสิ่งที่เรียกว่า”ตัวกู ของกู”ให้หมด

            ถ้าจะให้ผมเปรียบเทียบง่ายๆก็คล้ายๆกับว่าพวกเราทุกคนกำลังเล่นเกมส์อยู่ครับ โดยเกมส์นี้มีกฎดังนี้

-          พวกเราทุกคนมีชีวิตเดียว แต่สามารถเกิดใหม่ได้หลายครั้ง ส่วนว่าจะเกิดเป็นอะไร ดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับคะแนนที่เราทำมาครับ

-          เกมส์นี้มีคะแนนอยู่ คะแนนสามารถเพิ่มได้ตามการทำความดี รักษาศีลธรรม และคะแนนก็สามารถติดลบได้ตามการทำกรรมไม่ดีต่างๆ คะแนนนี้จะส่งผลต่อการเกิดในแต่ละครั้งของคุณครับ การเกิดเป็นมนุษยน์นั้นมีข้อดีคือสามารถทำคะแนนบวกได้มากครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำคะแนนลบได้มากเหมือนกัน

-          องค์พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีที่จะจบเกมส์นี้(คือไม่ต้องเกิดอีก เพราะการเกิดเป็นจุดเริ่มของความทุกข์)และท่านก็ทรงรวบรวมเป็นบทสรุปสำหรับคนที่อยากจบเกมส์นี้นั่นก็คือ “ศาสนาพุทธ” นั่นเอง(ซึ่งตามหลักการของท่านแล้ว แม้กระทั้งคะแนนบวกที่เราทำมา เราก็ต้องไม่ยึดติดว่าเป็นของเรานะครับ ไม่งั้นก็จบเกมไม่ได้)

*ขออนุญาติเปรียบเป็นเกมนะครับเพราะมันเข้าใจง่าย ถ้าใครไม่พอใจก็ขอโทษด้วยครับ

            และนี่ก็คือสิ่งหลักๆที่ผมได้มาจากการบวชครับ ถ้าใครมีโอกาสก็ลองบวชนะครับ

เกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ผมได้จากการบวช

-          จีวรไม่ได้ห่มกันง่ายๆ ห่มไม่เป็นหรือห่มแล้วไม่ระวัง หลุดกระจายกันง่ายๆ

-          บาตรหนักกว่าที่คิด โดยเฉพาะเวลามีอาหารร้อนๆข้างในนี่บรรยายไม่ถูก =w=

-          เดินบิณฑบาตรเจ็บเท้ามากครับ เพราะห้ามใส่รองเท้าทางที่ผมเดินมีจุดนึงที่เป็นทรายปนก้อนหินก้อนกรวดเล็กๆ ทรมาณสุดๆ >w<’

-          ถ้าใครมีความคิดว่าพระบิณฑบาตรเหมือนไปขอข้าวเขากิน เปลี่ยนความคิดซะนะครับ เพราะพระออกไปให้คนได้ทำบุญ และพระก็ไม่สามารถขอได้ครับ โยมต้องนิมนต์หรือแสดงกริยาว่าเป็นการนิมนต์เท่านั้นถึงจะรับอาหารได้ครับไม่ใช่ว่าเดินออกไปขอครับ

-          ใครที่ชอบทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา นั่นเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่รบกวนนึกเผื่อๆถึงวันธรรมดามั่งนะครับบางครั้งถึงวันสำคัญทีของเต็ม ฉันท์กันไม่หมด แต่วันถัดไปนี่โล่งเลยก็มีครับ เฉลี่ยๆออกมาบ้างก็ดีครับ

-          สาวๆที่ไปทำบุญที่วัดแต่งตัวให้มิดชิดเรียบร้อยจะดีกว่าครับ หลายๆครั้งผมเห็นแต่งตัวไม่ค่อยเหมาะสม พระที่ท่านบวชท่านกำลังผึกตนนะครับไม่ใช่ว่าหมดซึ่งกิเลสแล้ว (ตอนผมบวชนี่พอเจอแบบนี้ผมต้องหันหน้าหนีเลยนะครับ=w=)

ขอให้ทุกคนมีความสุขครับ

Our Painting งานสีมาอีกแว้ววว

posted on 25 Mar 2012 16:56 by orangedk  in Portfolio  directory Cartoon
 
มาอีกแว้ววว  หายไปนานอีกแล้ว ฮาฮา  ไม่ขอแก้ตัวเพราะงานช่วงนี้น้อยจริงๆ  เอาเวลาไปทำงานประจำ งานทำเลนเลยน้อยมั่กๆ
 
ทำแต่งาน3d จนงาน 2d เราสกิลวาดสู้เด็กๆไม่คอยจะได้กันแล้วFoot in mouth  แต่เด็กรุ่นใหม่เก่งกว่ารุ่นเก่าก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว  วงการมันต้องพัฒนาต่อไปข้างหน้าอ่ะเนอะ
 
 
วันนี้เอางานมาแปะจ้า
 
เป้นงานร่วมกิจกรรมของทางเพื่อนๆวาดหัวข้อ หุ่นยนต์  งานชิ้นนี้ของคุณแฟนค่า
ชื่องานว่า  Here is my heart
 
 
 
 
ต่อไปงานเราเองแต่ไม่ได้วาดร่วมกับเขา มัวแต่ทำอย่างอื่น แหะๆ
วาด ออริจินัล ตัวละครของตัวเองอ่ะจ้า ทำ3d อยู่ตั้งนานไม่เสร็จซะที555
 
 
 
 
 
แล้วเอาตัวละครของที่ทำงานเก่ามาที่วาดเล่นเป็น fan art มาแปะไว้เพราะวาดนานแล้วแต่ดันลืมโพส5555
 
เป็นการ์ตูนซีรี่ย์ที่ฉายอยุ่ช่อง Thai PBS ลองตามไปดูได้จ้า >>http://www.youtube.com/watch?v=q7eaaTQB9ag
 
 
 
 
 
 
 
นานๆได้วาดรูปที มีความสุขมั่กมายยยยยอ่ะ TT_TT ซิกๆ
 
 
 


My sketchbook part10

posted on 18 Feb 2012 20:52 by orangedk  in Portfolio  directory Cartoon, Diary
ดีค่าาาา  หายไปนานอีกแร้ววอ่า  เดี๋ยวจะร้างต้องอัพกันซักหน่อยเนอะ
 
ไม่นานมานี่ก็มีข่าวระเบิดน่ากลัวจริงๆนะ ใครออกไปข้างนอกบ่อยๆก็ระวังตัวกันหน่อยน้า
 
 
 
 
 
 
ไปดูงานกันดีกั่วว  อย่ารอช้าเลยเนอะ
 
ของต้นอ้อ(คุณสามี)   วาดแบบไม่ร่างอีกแล้วจร๊ะEmbarassed
 
 
 
 
 
 
 
 
ช่วงนี้ทำแต่ 3D พอกลับมาวาดรูปมั่งแล้วรู้สึกดีจายยยมากๆเลยง่ะ  (ยังไง2Dก็ที่หนึ่งในใจนะจ๊ะ >3< ม๊วฟๆ)
 
 
 
 
 
 
ต่อไปของเราเอง  คราวนี้มาเป็นภาพสีมั่งนะ อิอิ
 
 
เอาไปเล้ยยย
 
 
 
 
ช่วงนี้หาสไตล์การเพ้นท์เป็นของตัวเองอยู่  ลองปาดๆดูว่าแบบไหนเราถนัดสุด
 
 
 
 
 
 
 
 
รูปนี้เป็นดีไซน์ที่กะลังจะปั้นโมเดล  จริงๆปั้นส่วนหัวไปแล้ว กำลังขึ้นตัวอยู่แต่ยังทำค้างไว้อยู่เลยง่ะ
 
 
 
แปะภาพใกล้อีกซักรูป
 
 
 
หลังๆรู้สึกตัวเองชอบลงสีแบบปาดๆเหมือนไม่เสร็จ(จริงๆแล้วขี้เกียจ)  แบบไม่ค่อยแยกเลเยอร์แล้ว อาศัยดูดสี
ไปเรื่อยๆเอา  
 
ฝึกไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอสไตล์ที่เข้ากับตัวเองซักวัน ฮาฮา
                 หวัดดีค่า    คราวก่อนเคยเอาบทความของคุณสามีมาลงได้รับการตอบรับที่ดีเลยรู้สึกมีกำลังใจคราวนี้ก็มีบทความใหม่ของคุณสามีมาให้อ่านกันอีก
 
*ใครที่คิดว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยนะคะ *
 
 
                ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนมากนะครับที่ให้ความสนใจเข้ามาอ่านตั้งแต่บทความที่แล้วอันที่แล้ว
ผมก็พิมพ์ๆเก็บเอาไว้   ภรรยามาอ่านเจอก็เอาไปลงซะงั้น  ถ้ามันมีประโยชน์กับคนอื่นบ้างผมก็ดีใจมากๆเลยครับ
 
                สำหรับเรื่องในคราวนี้ผมต้องขอโทษเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับถ้าสิ่งที่ผมจะกล่าวออกไปนี้ไปกระทบ
 หรือตรงกับพฤติกรรมของใคร  ผมไม่ได้คิดจะว่าอะไรใคร  หรือวิธีการความชอบของใครทั้งนั้นครับ  ได้โปรดคิด
ว่าเป็นมุมมองส่วนตัวของผมที่อยากถ่ายทอดให้ฟัง  และก่อนจะเข้าเรื่องก็ต้องขอโทษเอาไว้อีกทีเลยครับ
 
                แน่นอนว่าจากหัวข้อที่แล้ว  ผมอยากมาพูดถึงการ "ดูแอนนิเมชั่น"  ซึ่งการ"ดูแอนนิเมชั่น"ในที่นี้ผม
จะพูดถึง "วิธีการ" ในการดูครับ
 
               การดูแอนนิเมชั่นมีวิธีการด้วยเหรอ  ก็ใส่แผ่น  เปิดดูไฟล์จบแล้วนิ?
 
อันนั้นใช่ครับ  แต่ที่ผมจะพูดก็คือแต่ละคนจะมีวิธีการดูต่างๆกันไปครับ  ผมได้เจอมาหลายๆแบบ
และอยากจะมาแชร์ให้ฟัง
 
 
                เริ่มจากตัวผมก่อนเลยครับผมจะเป็นคนดูแอนนิเมชั่นแบบ "ดูมหรสพ"เหมือนดูละครเวทีหรือดู
แอนนิเมชั่นในโรง  คือผมจะตั้งใจมากๆและจะไม่สนใจอย่างอื่นเลย
 
ทำไมต้องทำแบบนั้น?
เพื่อที่ผมจะได้รับอรรถรส  ข้อความ  และความรู้สึกจากผู้กำกับและคนเขียนบทให้เต็มที่ๆสุดเท่าที่ผมจะทำได้  
 
                งั้นก็รีดูใหม่ก็ได้นิถ้าดูอยู่บ้าน? (ส่วนใหญ่ผมดูที่บ้าน)
  ได้ครับ  แต่มันไม่เต็มที่หรอกครับ  เพราะผมมีความเชื่อว่าผู้กำกับที่มีความสามารถนั้นจะวางแผน
ทุกอย่างในแอนนิเมชั่นเรื่องหนึ่งๆไว้หมด  ซึ่งหนึ่งในความเก่งของผู้กำกับเหล่านั้นคือ"การวางแผนอารมณ์คนดู"ครับ
                  ผู้กำกับเก่งๆจะบังคับอารมณ์ของคนดูได้ว่า  เมื่อดูมาถึงจุดนี้แล้ว  คนดูจะรู้สึกอย่างไรและต่อไปจะรู้สึกแบบไหน  เช่นว่า  พอดูถึงตอนนี้คนดูจะต้องเศร้าและกดดันขนาดนี้  และถ้าดูไปเรื่อยๆพอถึงตรงจุดนี้ต้องเปิดเพลงนี้ขึ้นมาดังๆนะตอนนี้คนดูจะต้องสะเทือนใจที่สุด  ถ้าไม่ร้องไห้ออกมาก็ต้องให้ขนลุกทั้งตัวหละ  หรือถ้ามาถึงตรงนี้ต้องขำประมาณนี้แล้วพอตรงนี้ต้องตบมุขนี้ป้าบใส่เสียงนี้  คนดูต้องขำก๊ากเลย
 
                 ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็อย่างเช่นถ้าเป็นซีรี่ส์เค้าก็พยายามจะบิ้วอารมณ์ให้ตื่นเต้นตอนใกล้ๆจะจบตอนเพื่อให้อยากดูตอนต่อไป  ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนครับ
(ถ้าทำสำเร็จอารมณ์คนดูก็จะประมาณ "เหยดดดดโด้วววว!!  ตอนต่อไปอยู่หนายยยยย!!")
 
                  จากที่ผมยกตัวอย่างก็คือผู้กำกับเค้าจะวางแผนไว้ทั้งหมดว่าต้องใช้คัทแบบไหนตอนไหนเรียงต่อกันแล้วจะรู้สึกยังไง  เปิดเสียงตอนไหนใช้สีโทนไหน  เพื่อบิ้วอารมณ์คนดูให้ไปถึงจุดหมายที่ผู้กำกับต้องการ  ซึ่งถ้าเราหยุดหรือรีกลับอารมณ์นั้งจะไม่ต่อเนื่องทันที  ผมจึงตั้งใจดูเพื่อซึมซับอารมณ์ทุกอย่างที่ผู้กำกับพยายามถ่ายทอดให้เราให้ได้  แล้วสิ่งที่เราได้จากแอนนิเมชั่นเรื่องนั้นๆก็จะเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ
 
                  รอบแรกผมจะดูให้ได้อารมณ์ของเรื่องนั้น  แล้วหลังจากนั้นผมก็จะมาดูซ้ำรอบสองรอบสามเพื่อเก็บรายละเอียดต่างๆ  ทั้งการลำดับกล้อง  มุมกล้อง  จังหวะการคัท  การแอนนิเมท  จังหวะการให้เสียง  ลักษณะเสียงที่ใช้  เป็นต้น

แต่ขอสารภาพว่าพักหลังเนื่องจากมีเวลาดูน้อยลง  พอดูเรื่องไหนรอบแรก  ถ้าประทับใจคัทไหนมาก  รีดูซ้ำตอนนั้นเลย  ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับอารมณ์มันจะสะดุด  แถมรีบ่อยโดนภรรยาดุอีกว่าตรูจะดูต่อ =w="
 
                 อันนั้นเป็นวิธีของผม  ใครถูกใจก็เอาไปใช้กันได้นะจ๊ะ  
 
                  คราวนี้ก็เป็นวิธีของคนอื่นที่ผมได้เจอมา
 
                  อย่างแรกคือการดูแอนนิเมชั่นแบบ"ดูทีวี"
 
ดูแบบดูทีวีนึกออกมั้ยครับ  ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงคนที่เข้าบ้านมาแล้วเปิดทีวีทิ้งไว้ก่อนรายการ
อะไรช่างมันไม่ให้บ้านมันเงียบ  ไม่งั้นมันจะน่ากลัว  แล้วก็เดินไปอาบน้ำทานข้าว
  พูดง่ายๆคือเปิดทิ้งไว้  ผ่านมาก็ดู  ไม่ผ่านมาก็ช่างมันเดินผ่านมาถึงดูตรงไหนก็ตรงนั้นแหละไม่
เข้าใจก็ไม่เป็นไร =w=?  แป่ว
พูดจากใจนะครับ  มันน่าเสียดายครับเพราะเขาตั้งใจสร้างตั้งใจประกอบขึ้นมาถึงเป็น
แอนนิเมชั่นเรื่องนึงหรือตอนนึง  ทุกเสี้ยววินาทีล้วนตั้งใจและมีการวางแผนไว้ครับ  ดูซ้ำอีกอารมณ์ก็ไม่
เหมือนเดิมนะครับเพราะเรารู้บางส่วนไปก่อนหน้านั้นแล้ว
อีกแบบนึงคือดูแอนนิเมชั่นแบบ "ดูหนังโป๊"
ดูแอนนิเมชั่นแบบดูหนังโป๊เป็นยังไง  ผมให้คำจำกัดความง่ายๆคือ"ดูแบบกดข้าม"  หรือ
"ดูตอนจะจบก่อน" ครับผมเคยถามพี่ๆน้องๆที่ทำแบบนี้ว่าทำทำไม?  จะมีหลายเหตุผลนะครับ  ส่วนใหญ่ที่
ผมได้ยินมาคือ "อยากดูตอนแอคชั่น  ตอนที่เล่าเรื่องมันคุยๆกันน่าเบื่อ"  (เวรกรรม  แล้วจะแต่งบททำไม
หละนี่=w=")  "อยากดูตอนจบเลยอะ  ทนไมไหวอยากรู้ว่าจบเป็นยังไง" (ผมยืนยันได้ว่าตอนจบที่ดูไป
ก่อนนั้นได้อารมณ์ไม่ถึง40%ครับ =w= รอก่อนก็ได้เพ่ดูไปเดี๋ยวก็จบ!!)
แอนนิเมชั่นนะคร๊าบไม่ใช่หนังAV!!  โอเคถ้าคุณดูหนังโป๊  คุณจะกดข้ามช่วงที่มันเว่นเว้อไป
ตอนที่มันตรับๆๆ  กันเลย  หรือจะเลยไปดูตอนจบที่มันไหลนองเต็มหน้าแล้วมันก็คงไม่เป็นไรเพราะผมก็
ทำแบบนั้น!!(อ๊ะ!!)  แล้วคุณก็บิ้วอารมณ์ของคุณเองแล้วนี่  แต่แอนนิเมชั่นถูกเรียงลำดับอารมณ์มานะครับ
แล้วไหนจะการสื่อสารเรื่องราวอีก  ถ้ากดข้ามไปมันแทบจะไม่ได้อะไรนะครับ!!
ผมมองว่าแอนนิเมชั่นเหมือนภาพจิ๊กซอว์ใหญ่ๆ  ที่ประกอบขึ้นมาจากฝีมือคนทำหลายๆชิ้น
รวมกันเป็นภาพ  โดยผู้กำกับและผู้กำกับศิลป์และคนเขียนเรื่องนั้น  จะเป็นคนที่รู้ว่าภาพเล็กๆเหล่านั้นมารวม
กันเป็นภาพใหญ่แล้วจะเป็นยังไง  สวยขนาดไหน
ดังนั้นการดูแอนนิเมชั่นแบบ"ดูทีวี"กับ"ดูหนังโป๊"นั้น  จะเหมือนคุณดูภาพจิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่
เสร็จ แหละครับ >w<
อีกเรื่องนึงที่ผมเจอบ่อยๆคือบางคนไม่ชอบดูเสียงในฟิลม์  ชอบดูแบบที่พากย์ทับมากกว่าซึ่ง
ก็มีเหตุผลต่างๆกันไป  บางคนอาจจะอ่านซับไม่ทันบ้าง  หรืออยากจะดูภาพเต็มๆบ้าง  อันนี้เข้าใจครับ  แต่ถ้า
เป็นไปได้  ฟังเสียงOriginalของเขาเถอะครับ  ผมไม่ได้หมายความว่านักพากย์คนที่พากย์ทับพากย์ได้ไม่ดี
นะครับ  แต่เพราะเสียงOriginalของเขาได้ผ่านการกำกับมาแล้วจากผู้กำกับโดยตรงเป็นคัทๆไป  รวมทั้ง
นักพากย์(Voice Actor) ของเขานั้นได้ผ่านการแคสท์มาแล้วว่าเหมาะสมกับคาแรคเตอร์ตัวนั้นๆ  ทั้งยังได้ฝึก
ภาษาไปด้วยในตัวนะครับ
มีครั้งหนึ่งที่ทำงานเก่าของผมเรียกผมไปคุยว่าเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานที่กำลั
เนือยๆได้ยังไง  ผมก็บอกว่าคนอื่นผมไม่รู้เป็นยังไง  แต่สำหรับผมผมจะมีแรงบันดาลใจเวลาที่ได้ดูงานที่ดีๆ  
จะรู้สึกอยากทำแบบนั้นบ้าง  หลังจากนั้นเค้าได้เอาTVเครื่องใหญ่มาตั้งกลางออฟฟิสและเรียกผมเข้าไปคุย  
ขอให้ผมลิสต์รายชื่อแอนนิเมชั่นที่ผมคิดว่าคนทำแอนนิเมชั่นควรจะได้ดูให้หน่อย  ผมก็ลิสต์ไปให้ประมาณ
กระดาษA4 3แผ่นผมเขียนบอกหมดว่าเรื่องนี้ฉายปีอะไร  ได้รางวัลอะไรบ้าง
พอเอาไปให้เสร็จเค้าก็ตรวจดูและบอกผมว่า  ให้ช่วยเอาแอนนิเมชั่นในลิสต์นี้มาให้หน่อยซึ่
ผมก็มี อยู่แล้วไม่ได้หวง  แต่ผมก็ถามว่าเอาไปทำอะไรครับ  เค้าตอบว่าจะเปิดให้พนักงานดูอะโห  ผมดีใจมาก
คนอื่นๆจะได้ดูงานด้วย  ผมก็ถามเค้าว่าพี่จะให้ดูวันละกี่ ช.ม. ครับ  ดูตอนไหนแต่คำตอบของเขาคือ
"ก็เปิดทิ้งไว้เนี่ยแหละ  คนเดินผ่านไปผ่านมาจะได้ดู"
......
...ขอโทษนะครับ  จะดูถูกแอนนิเมชั่นมากไปนิดรึเปล่าครับ...
หลายๆเรื่องที่ผมเขียนลงไปในลิสต์นั้นต้องใช้เวลานั่งดูถึง 52 ตอนตอนละ30นาทีเพื่อจะได้รับ
ทุกอย่างครบถ้วนนะครับ  เปิดไปแบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรนะครับ  ที่สำคัญคือคุณก็เป็นบริษัทแอนนิเมชั่นนะครับ
ถ้าเราเสียสละเวลาสักนิดนั่งดูงานแล้ววิพากย์วิจารณ์กัน  มันจะได้อะไรมากกว่าไหมครับ  โอเคผมเข้าใจว่า
มันต้องมีเวลาที่ทำงาน  แต่ก็ไม่ต้องเปิดทุกวันก็ได้นี่ครับมันก็ใช่ที่ว่าบางเรื่องก็ดูข้ามๆได้แหละครับ  แต่ก็อย่าง
ที่ผมบอก  ทำแบบนั้น "มันจะดีเหรอครับ"เรากำลัง"ทำแอนนิเมชั่นอยู่นะครับ"  
ผมขอร้องล่ะครับ  แอนนิเมชั่นเรื่องนึงถูกสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากเพื่อจะส่งบางอย่างมาถึง
พวกเรา  เรามาตั้งใจดูพวกเขากันเถอะครับ

เพราะถ้าซักวันเราได้ตั้งใจทุ่มทุนทำแอนนิเมชั่นสักเรื่องขึ้นมา  แล้วคนดูทำกับแอนนิเมชั่น
ของเราแบบ "ดูทีวี" กับ "ดูหนังโป๊" ล่ะครับ
เราจะทำไงกันดีครับ.......?
 
จังหวะนี้ผมรีบจบตรงนี้ดีกว่าครับก่อนที่จะพาดพิงคนอื่นไปมากกว่านี้  หวังว่าสิ่งที่ผมบอกจะมี
ประโยชน์กับคนในวงการแอนนิเมชั่นและคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในวงการด้วยไม่มากก็น้อยครับ  และผมขอยืนยัน
 อีกครั้งครับว่าทุกอย่างที่ผมพูดเป็นมุมมองส่วนตัวของผมเท่านั้นครับ  ถ้าผมได้กล่าวอะไรที่รุนแรงเกินไปหรือ
ได้ยกตัวอย่างอะไรที่ไม่เหมาะสม  ผมต้องขอโทษมาที่นี้ด้วยครับ  ผมไม่มีความตั้งใจที่จะต่อว่า  หรือเสียดสี
คนอืน  การกระทำอย่างอื่น  หรือวิธีการคิดแบบอื่นๆเลยครับ  
สำหรับบางคนที่ต้องดูแอนนิเมชั่นในรูปแบบที่ผมยกตัวอย่างมาด้วยเหตุจำเป็นหลายๆอย่าง  
ผมซึ่งไม่ทราบถึงเหตุจำเป็นนั้นๆต้องขอโทษด้วยที่กล่าวพาดพิงครับ
หวังว่าจะมีประโยขน์ครับ  ขอบคุณครับ
ปล. วิธีการดูแอนนิเมชั่นที่ผมพูดถึงนั้นไม่นับรวมการดูเป็น Reference หรือตัวอย่างงาน นะครับ เพราะการ
ดูแบบนั้นจะดูด้วยเหตุจำเพาะว่าอยากดูเพื่อเป็นตัวอย่างงานแบบนั้นๆ  จึงไม่ได้ดูไปทั้งเรื่องครับ
อบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกันนะคะ